Category: แบตเตอรี่เครื่องมือไอที


วิธีเซฟแบตเตอรี่โทรศัพท์เมื่อเปิดใช้งาน Wi-Fi Hotspot


สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์หรือไอโฟนต่างก็มีฟังก์ชั่นการใช้งาน Wi-Fi Hotspot เพื่อแบ่งปันการเชื่อมต่อข้อมูลไปยังอุปกรณ์อื่นๆ ทำให้ใช้งานง่ายและสะดวกสบายมากๆ อย่างไรก็ตามการใช้งาน Wi-Fi Hotspot มีผลต่ออายุการใช้งานของแบตเตอรี่
สมาร์ทโฟนจะใช้แบตเตอรี่มากขึ้นเมื่อมีการเชื่อมต่อข้อมูลอินเตอร์เนต ซึ่งจะทำงานหนักขึ้นเมื่อมีการเปิดใช้ Wi-Fi Hotspot จะเห็นได้ว่าแบตเตอรี่ลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะมีการส่งข้อมูลจำนวนมากเพื่อเชื่อมต่อไปยังอุปกรณ์อื่นๆ หากคุณใช้งาน Wi-Fi Hotspot อย่างหนัก จะส่งผลให้อายุการใช้งานแบตเตอรี่ลดลงไปด้วย
เคล็ดลับการประหยัดแบตเตอรี่
# ปิดการใช้งานบริการที่ไม่จำเป็นบนสมาร์ทโฟน
• ปิดการใช้งาน WiFi เมื่อมีการใช้งาน Wi-Fi Hotspot ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายมือถือที่ให้บริการอยู่แล้ว ควรปิดการใช้งาน WiFi เพราะไม่จำเป็นต้องใช้ เพื่อไม่ให้มีการทำงานร่วมกัน
• ปิดการใช้งานโหมดบอกตำแหน่งที่อยู่ หรือ Location services บนไอโฟนทำได้โดยไปยัง Settings > Privacy > Location Services และทำการปิดการใช้งาน ส่วนบนแอนดรอยด์ทำได้โดยไปยังหมวดการตั้งค่า
# หน้าจอโทรศัพท์เป็นแหล่งสิ้นเปลืองพลังงานแบตเตอรี่ ดังนั้นการลดความสว่างหน้าจอก็เป็นอีกหนึ่งในการประหยัดพลังงาน
• บนไอโฟนไปยังการตั้งค่า Settings > Display & Brightness
• บนแอนดรอยด์ทำได้โดยไปยัง Settings > My device > Display > Brightness
• ตั้งค่าเวลาการเข้าสู่ Lock screen ให้สั้นที่สุด หรือการตั้งค่า Screen timeout, Auto-Lock เพราะการเปิดหน้าจอไม่ให้เข้าสู่ Lock screen ทำให้แบตเตอรี่ทำงานหนัก
# การแจ้งเตือนที่มากไปก็มีผลต่อแบตเตอรี่ คุณสามารถตั้งค่าเป็นโหมดห้ามรบกวนได้ในบางเวลาที่คุณไม่จำเป็นต้องใช้งานแอปเหล่านั้น
# แบตเตอรี่จะทำงานหนักเมื่อเครื่องร้อน ดังนั้นควรพักให้เครื่องเย็นสักพักก่อน
# เมื่อแบตเตอรี่เหลือน้อย แต่ไม่อยากปิดการใช้งาน Wi-Fi Hotspot สามารถเสียบชาร์จกับ Laptop ได้

การยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่โน้ตบุค


แบตเตอรี่สำหรับโน้ตบุคไม่สามารถชาร์จไฟได้นานนัก ถึงแม้ว่าเมื่อเสียบปลั๊กไฟชาร์จแบตเตอรี่จนเต็มแล้วปล่อยทิ้งไว้อย่างนั้นจะไม่ทำความเสียหายให้กับแบตเตอรี่ แต่เพื่อให้แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานยาวนานจึงต้องควรใส่ใจให้มาก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของโน้ตบุค
Lithium-Ion Batteries
โน้ตบุคสมัยใหม่นิยมใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน โดยแบตเตอรี่เหล่านี้สามารถชาร์จไฟได้หลายร้อยครั้งโดยไม่มีผลต่ออายุการใช้งานแบตเตอรี่ ซึ่งพวกแบตเหล่านี้มีวงจรการทำงานที่สามารถตัดกระบวนการชาร์จเมื่อประจุไฟฟ้าเต็ม เพราะถ้าไม่มีวงจรเหล่านี้อาจทำให้แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนเกิดการเผาไหม้จากความร้อนขณะชาร์จ
Nickel-Cadmium และ Nickel Metal Hydride Batteries
มักพบในโน้ตบุครุ่นเก่า แบตเตอรี่เหล่านี้ต้องการการบำรุงรักษามากกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน โดยต้องใช้งานแบตเตอรี่ให้หมดก่อนจึงจะสามารถชาร์จใหม่ได้ ควรชาร์จเดือนละครั้งเพื่อให้แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานอย่างยาวนาน
Mac Notebook Batteries
MacBook, MacBook Air และ MacBook Pro ใช้แบตเตอรี่ลิเธียมโพลิเมอร์ที่ไม่สามารถถอดเปลี่ยนได้ซึ่งมีขนาดเล็กและเบา การตรวจสอบสุขภาพของแบตเตอรี่สามารถทำได้โดยกดปุ่ม Option ค้างไว้และเลือกไอคอนแบตเตอรี่ ซึ่งจะปรากฏข้อความดังเช่น
• ปกติ
• Replace Soon : แบตเตอรี่ทำงานปกติ แต่ประจุชาร์จลดลงจากเดิม
• Replace Now : แบตเตอรี่ทำงานปกติ แต่ประจุชาร์จลดลงจากเดิม สามารถใช้งานโน้ตบุคได้ปกติ แต่ควรนำไปให้ศูนย์ Apple ตรวจสอบสภาพแบตเตอรี่
• Service Battery : แบตเตอรี่ทำงานผิดปกติ ควรนำไปเปลี่ยนแบตเตอรี่ แต่สามารถใช้งานได้จากการต่ออะเเดปเตอร์สายไฟชาร์จ
การประหยัดแบตเตอรี่ของ Window 10
• มีการประหยัดพลังงานเมื่อแบตเตอรี่ต่ำกว่า 20% โดยการลดความสว่างหน้าจอลง และสามารถกำหนดการตั้งค่าได้เอง โดยไปที่ Settings > System > Power & Sleep
• การไม่เชื่อมต่ออินเตอร์เนตก็เป็นอีกทางหนึ่งในการประหยัดพลังงาน หากทำงานแบบไม่ใช้อินเตอร์เนตควรปรับเป็นโหมดเครื่องบิน โดยไปที่ Settings > Network & internet > Airplane Mode
แบตเตอรี่เป็นสิ่งที่สำคัญต่อการใช้งานโน้ตบุค เพราะในบางสถานที่อาจไม่มีปลั๊กไฟให้คุณเสียบอะแดปเตอร์ได้ตลอด ดังนั้นการดูแลรักษาเพื่อยืดอายุดการใช้งานแบตเตอรี่จึงเป็นสิ่งสำคัญ

การยืดอายุแบตเตอรี่สำหรับสมาร์ทโฟน


หนึ่งในปัญหาที่พบบ่อยสำหรับคนรุ่นใหม่ยุค 4G คงหนีไม่พ้นเรื่องแบตเตอรี่ ที่อายุการใช้งานสั้นเหลือเกินแม้จะเคลมมาดีแค่ไหนว่าแบตอึด แบตทนก็ไม่รอดไปซะทุกราย เล่นมือถือเพลินๆต้องมาเจอแจ้งเตือนแบตเตอรี่ต่ำก็ต้องหาแหล่งที่ชาร์จกันเป็นว่าเล่น มาดูกันว่าเราจะสามารถต่อสู้กับปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร
• ปิดการใช้งานโหมดต่างๆที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Bluetooth, WiFi, GPS
Bluetooth, Wi-Fi และ GPS เป็นแหล่งฆ่าแบตเตอรี่ที่ใหญ่ที่สุดบนมือถือ เนื่องจากการใช้งานหมวดเหล่านี้เป็นการมองหาการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่น หรือมองหาการเชื่อมต่อข้อมูลอยู่ตลอดเวลา จึงควรปิดการใช้งานเหล่านี้เมื่อไม่จำเป็นต้องใช้
• เปิดการใช้งาน WiFi เมื่อมี WiFi ให้เชื่อมต่อ
แน่นอนว่าเมื่อมี WiFi ก็ควรใช้สัญญาณเหล่านั้น เพราะการใช้การเชื่อมต่อแบบ WiFi ประหยัดพลังงานมากกว่าการใช้ 3G หรือ 4G ดังนั้นหากคุณต้องการประหยัดพลังงานจึงควรเชื่อมต่อ WiFi เมื่อมี WiFi ให้ใช้ เช่นที่บ้านหรือร้านคาเฟ่ต่างๆ
• ปรับความสว่างหน้าจอ และตั้งค่า Screen Timeout
ความสว่างของหน้าจอโทรศัพท์มีผลต่อการลดลงของแบตเตอรี่ เพราะเมื่อมีความสว่างมากยิ่งใช้พลังงานมากทำให้แบตเตอรี่ทำงานหนักขึ้น หรือโทรศัพท์อาจจะปรับลดความสว่างลงเมื่อแบตเตอรี่ใกล้จะหมดเพื่อเป็นการประหยัดพลังงาน ดังนั้นแล้วการตั้งค่าให้ความสว่างหน้าจอลดลงจะช่วยให้ประหยัดแบตเตอรี่ได้ เช่นเดียวกับการตั้งเวลาเข้าสู่ Lock screen เช่น 1 นาทีหรือ 15 วินาทีหลังจากไม่ได้ใช้งาน ยิ่งเร็วยิ่งทำให้โทรศัพท์ได้พักมากขึ้น
• ตั้งค่าการรับการแจ้งเตือน
ข้อมูลต่างๆมักถูกแจ้งเตือนโดยอัตโนมัติและมีการดึงข้อมูลสู่เครื่องตลอดเวลา สำหรับบางแอปพลิเคชั่นจะมีการตั้งค่าสำหรับการรับข้อมูล เช่น 1 ชั่วโมง เพื่อลดการทำงานของโทรศัพท์ตลอดเวลารวมทั้งแบตเตอรี่ก็ไม่ต้องทำงานหนักด้วย
• อย่าให้แบตเตอรี่สิ้นเปลืองไปกับการหาสัญญาณ
การใช้งาน 4G ทำให้แบตเตอรี่ลดลงเร็วกว่า 3G เช่นนั้นแล้วหากคุณอยู่ในพื้นที่ที่มีสัญญาณ 4G อ่อนแอก็ควรไปใช้ 3G แทน หรือไปยังพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณเครือข่ายก็สามารถเข้าสู่โหมดเครื่องบิน
• ซื้อแอปพลิเคชั่นให้คุ้มค่า
เนื่องจากแอปพลิเคชั่นที่มีให้โหลดฟรีเต็มไปด้วยโฆษณา โดยกินพลังงานไปถึง 75% จึงควรซื้อแอปที่แท้จริงเพื่อให้คุ้มค่ากับการใช้งานดีกว่าเสียเวลากับโฆษณาแฝงในแอปพลิเคชั่น
• อย่าปล่อยให้โทรศัพท์ร้อน
ไม่ว่าเครื่องจะร้อนหรือสภาพอากาศร้อนล้วนมีผลต่อการใช้งานแบตเตอรี่ ดังนั้นควรทำให้โทรศัพท์เย็นตัวลง แน่นอนว่าวิธีที่ดีที่สุดคือการปิดเครื่องเพื่อให้เครื่องไม่ทำงานหนัก

การประหยัดแบตเตอรี่ของ Samsung Galaxy


สมาร์ทโฟนจาก Samsung มีอยู่หลายรุ่นหลายซีรี่ส์ที่ปล่อยออกมา และมักเพิ่มคุณสมบัติที่มีประสิทธิภาพ และแอปพลิเคชั่นเพื่อความบันเทิงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมส์ แอปพลิเคชั่นเหล่านี้ล้วนทำให้แบตเตอรี่ลดลงอย่างรวดเร็ว ต้องคอยชาร์จอยู่ตลอดเวลา จะมีทางไหนที่ช่วยให้แบตเตอรี่ Samsung Galaxy สามารถอยู่ได้ทั้งวันบ้าง
• ทำหน้าจอให้มืด การลดความสว่างของหน้าจอเป็นวิธีที่ง่ายและรวดเร็วที่สุดในการประหยัดพลังงานโดยไปยังการตั้งค่าSettings > Display > Brightness ลดแถบความสว่างลงให้น้อยกว่า 50% หรือลดความสว่างจากเมนูแถบการแจ้งเตือนของ Samsung Galaxy นอกจากนี้ต้องสังเกต Automatic Brightness option เพื่อการตั้งค่าที่เหมาะสม

• ใช้โหมดประหยัดพลังงาน เป็นคุณสมบัติที่มีอยู่ในสมาร์ทโฟนทั่วไปรวมทั้ง Samsung Galaxy การเปิดโหมดประหยัดพลังงานก็เพียงแค่คลิ๊กปุ่มเปิดการใช้งานซึ่งเป็นโหมดที่มีมาตรการประหยัดแบตเตอรี่หลายแบบ รวมไปถึงการจำกัดขีดการใช้งาน CPU ซึ่งมีผลต่อการแสดงผล คุณสามารถปิดการใช้งานได้เมื่อเจอแหล่งชาร์จไฟให้กับแบตเตอรี่ ถึงแม้โหมดประหยัดพลังงานจะมีประโยชน์แต่การเปิดใช้งานบ่อยๆ อาจมีผลกระทบทำให้ CPU ทำงานช้าลง ซึ่งมีผลต่อความเร็วของโทรศัพท์

• ปิดการเชื่อมต่อต่างๆ การใช้งาน WiFi ใช้พลังงานน้อยกว่าการใช้ 4G หรือ 3G หรือถ้าหากคุณอยู่ในสถานที่มีสัญญาณ WiFi ก็สามารถเชื่อมต่อ WiFi ให้ Always On ก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามควรปิดการใช้งาน 3G และ 4G ด้วยเพื่อไม่ให้เป็นการแข่งกันดึงข้อมูลเชื่อมต่อทำให้สูญเสียพลังงาน หรือแม้แต่การปิด GPS เมื่อไม่จำเป็นใช้งาน Settings > Location Services รวมไปถึง Bluetooth ที่เป็นแหล่งสิ้นเปลืองแบตเตอรี่หมายเลขหนึ่ง

• จัดการ Widgets และ แอพลิเคชันบางอย่าง การที่หน้าจอหลักเต็มไปด้วย Widgets มีผลต่อการลดลงของแบตเตอรี่มาก ยิ่งแอพลิเคชั่นจำพวกที่มีการอัปเดทตลอดเวลา เช่น Twitter หรือ Facebook รวมทั้งการตรวจสอบรายชื่อแอพลิเคชันเป็นระยะและลบสิ่งที่ไม่ได้ใช้ออกไปบ้าง

ไอคอนแสดงแบตเตอรี่บน iPhone


Lock screen ของ iPhone แสดงข้อมูลได้ทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็นวันเวลา การแจ้งเตือน แผงควบคุมการฟังเพลง แต่ในบางครั้งคุณจะเห็นแถบแสดงไอคอนแบตเตอรี่ที่มีสีแตกต่างกัน รวมทั้งเครื่องวัดอุณหภูมิ ไอคอนแต่ละอันมีประโยชน์อย่างไรในการให้ข้อมูล หากคุณเข้าใจก็จะทำให้รู้ว่าต้องทำอย่างไรกับการแสดงไอคอนเหล่านั้น
ไอคอนแบตเตอรี่สีแดง : ถึงเวลาที่ควรชาร์จแบต
ไอคอนสีแดงแสลงใจ แน่นอนว่าเป็นการเตือนว่าแบตเตอรี่ใกล้จะหมด จำเป็นต้องชาร์จด่วนๆ ไอคอนแบตเตอรี่สีแดงเป็นการแจ้งเตือนให้คุณเสียบ iPhone ต่อกับคอมพิวเตอร์หรือสายชาร์จเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ ถ้าโชคดีหาที่ชาร์จได้ทันทีก็แล้วไป แต่ถ้าหากยังไม่สามารถชาร์จได้ในทันทีก็ควรเปิดโหมด Low Power เพื่อยืดเวลาการใช้งานเครื่อง หรือการมีพาวเวอร์แบงค์ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่คนสมัยนี้นิยมใช้กัน
ไอคอนแบตเตอรี่สีส้ม : เปิดโหมด Low Power
เราจะไม่เห็นไอคอนนี้ปรากฏที่ Lock screen จะเห็นได้จากมุมบนของหน้าจอหลัก เมื่อไอคอนแบตเตอรี่กลายเป็นสีส้มแสดงว่า iPhone เข้าสูโหมด Low Power เป็นคุณลักษณะหนึ่งที่จะช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไปได้อีกประมาณ 3 ชั่วโมง โดยสามารถปรับแต่งการตั้งค่าได้ตามต้องการ
ไอคอนแบตเตอรี่สีเขียว : การชาร์จไฟ
การเห็นไอคอนแบตเตอรี่สีเขียวบน Lock screen เป็นช่วงเวลาของการชาร์จแบตเตอรี่ นั่นก็แสดงว่าอยู่ในระยะปลอดภัย สามารถเล่นได้ตามปกติ และตรวจสอบคุณลักษณะต่างของเครื่องได้อย่างสบายใจ
ไอคอน Thermometer สีแดง : iPhone ร้อนเกินไป
ไอคอน Thermometer สีแดงปรากฏที่ Lock screen ดูเป็นเรื่องน่ากลัวเล็กน้อย iPhone จะไม่สามารถทำงานได้เลย หากมีไอคอนนี้ปรากฏ เป็นการเตือนว่า เครื่องร้อนเกินไป จำเป็นต้องรอให้เย็นลงจึงจะสามารถใช้งานได้ นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องที่ควรกังวลเกี่ยวกับฮาร์ดแวร์ภายในที่อาจเกิดความเสียหายได้ สาเหตุของการปรากฏไอคอนนี้ เช่น ทิ้งโทรศัพท์ไว้ในรถที่จอดกลางแจ้ง หรือความผิดปกติของแบตเตอรี่ โดย iPhone จะปิดการใช้งานคุณสมบัติที่อาจทำให้เกิดปัญหา อาทิ การหยุดชาร์จอัตโนมัติ ปิดหน้าจอให้มืดลง ปิดการเชื่อมต่อเครือข่าย และปิดแฟลชกล้อง เป็นต้น ดังนั้นเมื่อเห็นไอคอนนี้ควรปิดเครื่องและรอให้เครื่องเย็นลงจึงเปิดใหม่ แต่หากไม่ดีขึ้นควรนำไปเข้าศูนย์ Apple เพื่อตรวจสอบอาการ

3 Power Bank ที่ดีที่สุดสำหรับโน้ตบุคปี 2017


Power Bank ไม่ได้มีเพียงแค่สำหรับสมาร์ทโฟนเท่านั้น สำหรับโน้คบุคก็มีเช่นกัน แต่อาจไม่ได้รับความนิยมมากนักเพราะหลายคนกังวลเกี่ยวกับกำลังไฟที่อาจไม่พอสำหรับโน้ตบุค แต่คงปฏิเสธเครื่องมือเหล่านี้ไม่ได้เพราะเป็นแหล่งพลังงานสำรองที่สามารถใช้ในยาฉุกเฉิน และไม่เพียงแค่ชาร์จโน้ตบุคได้เท่านั้นกับอุปกรณ์อื่นๆก็สามารถใช้ได้เช่นกัน
1. Anker Second Generation Astro Pro2 20,000 mAh Power Bank
หลังจาก Anker ได้เคยออกพาวเวอร์แบงค์รุ่นที่ 1 ไปแล้ว ตอนนี้จึงมีรุ่นที่ 2 ออกมาที่มีประสิทธิภาพดีกว่าเดิม โดยตัวพาวเวอร์แบงค์ผลิตจากอลูมิเนียมสีเงินและ USB Port 3 พอร์ตความยาว 4.92 นิ้วความกว้าง 7.28 นิ้วและความสูง 0.61 นิ้ว แรงดันไฟฟ้า 19 โวลต์
2. Coosh 20,000 mAh Power Bank for Laptops
อยู่ในลิสต์ออนไลน์ที่ได้รับความนิยม ด้วยดีไซน์โลหะสีดำแวววาว ความจุ 20,000 mAh มีไฟ LED แสดงการชาร์จ แต่ข้อเสียเปรียบเพียงอย่างเดียวคือไม่มีการแสดงพลังงานที่เหลืออยู่ในเครื่องชาร์จบนจอแสดงผล แต่โดยรวมแล้วเหมาะสำหรับโน้ตบุคและแล็ปท็อปต่างๆ ใช้งานได้ดี
3. The XTPower 10000 MAh External Power Bank
แบรนด์ XTPower เป็นแบตเตอรี่ที่มีขนาด 10000 mAh เมื่อเปรียบกับยี่ห้ออื่นแล้วถือว่าคุ้มค่า ซึ่งสามารถชาร์จโน้ตบุ๊คหรือแล็ปท็อปได้มากกว่าหนึ่งครั้ง มีพอร์ต USB Port 2 พอร์ต เพื่อให้อุปกรณ์ต่างๆสามารถใช้งานได้พร้อมกัน โดยมีคุณลักษณะที่สามารถปรับเลือกการส่งพลังงานได้ตามกำหนด คือช่วงของการส่งกำลังตามความเหมาะสมที่สนับสนุนมีให้เลือกทั้ง 9V และ 12V ตลอดจน 16V และ 19V 20V และอัตราสูงสุดทั้งหมด 80V นอกจากนี้ยังมีจอแสดงผลที่ยอดเยี่ยมซึ่งช่วยให้สามารถเห็นพลังงานที่เหลือในพาวเวอร์แบงค์ได้ง่ายขึ้น
สิ่งที่แตกต่างสำหรับพาวเวอร์แบงค์ของโน้ตบุคกับสมาร์ทโฟนคือ การจ่ายแรงดันไฟฟ้ากระแสตรง เนื่องจากฟังก์ชันนี้มีความเกี่ยวข้องกับการใช้งาน และต้องได้รับการตรวจสอบอย่างรอบคอบด้วยอะแดปเตอร์ของสายชาร์จโน้ตบุคอีกด้วยเพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพ

วิธีการดูแลสมาร์ทโฟนและโน้ตบุคไม่ให้ร้อนเกินไป


ความร้อนเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เครื่องมือสื่อสารเกิดความเสียหาย เมื่อแบตเตอรี่มีอายุการใช้งานมากขึ้น ทำให้มีความร้อนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่ออุณหภูมิสูงเกินไปทำให้ฮาร์ดแวร์เกิดความเสียหาย และระบบทำงานแย่ลง สมาร์ทโฟนและโน้ตบุคของคุณเกิดปัญหานี้หรือไม่? และจะจัดการได้อย่างไร
• ดูว่าสมาร์ทโฟนหรือโน้ตบุคอยู่ในอุณหภูมิไหน
แม้ว่าจะเป็นเรื่องปกติที่เครื่องมือสื่อสารของเราจะมีความร้อน เนื่องจากการทำงานของแบตเตอรี่ แต่อย่างไรก็ตามความร้อนนี้ก็มีข้อจำกัด โน้ตบุคโดยทั่วไปจะทำงานได้ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 50C? หากความร้อนเกินนี้จะส่งผลให้ฮาร์ดแวร์ทำงานผิดปกติหรือเครื่องดับไปได้เลย สำหรับสมาร์ทโฟนบางรุ่นมีเซนเซอร์วัดอุณหภูมิในตัว เมื่อแบตเตอรี่ร้อนเกินไปก็จะตัดการทำงานได้ทันที รวมทั้ง iPhone สามารถทำงานได้ดีที่อุณหภูมิ 16-22?C และ Macbook สามารถทำงานได้ไม่เกิน 10-35?C
• เก็บสมาร์ทโฟนหรือโน้ตบุคให้พ้นจากความร้อนและแสงแดด
คงเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับโทรศัพท์ระเบิดในรถมาบ้าง เพราะการทิ้งมือถือไว้ในรถที่ปิดสนิทและกลางแดดแจ้ง ยิ่งอากาศประเทศไทยยิ่งมีความเสี่ยง จึงควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าเก็บเครื่องมือเหล่านั้นพ้นจากความร้อนแล้ว
• รอให้เครื่องเย็นลงก่อนจึงใช้งาน
เป็นทางออกที่ต้องใช้ความอดทนสักหน่อย เพราะการดันทุรังเล่นมือถือหรือโน้ตบุคทั้งที่เครื่องร้อนก็ยิ่งเพิ่มปัญหาให้กับเครื่อง แถมเครื่องก็ทำงานช้าลงอีกด้วย ดังนั้นควรรอให้เครื่องเย็นลงก่อน รวมทั้งถอดเคสเพื่อช่วยระบายความร้อนด้วยก็ได้
• ปิดแอพลิเคชันที่ใช้แบตเตอรี่มาก
นอกจากปิดแอพลิเคชันที่ใช้พลังงานมากแล้ว ควรปิดการเชื่อมต่อ 3G 4G รวมทั้งการลดความสว่างหน้าจอเพื่อช่วยให้แบตเตอรี่ไม่ทำงานหนัก หรือเข้าสู่โหมดเครื่องบินและโหมดประหยัดพลังงานเพื่อช่วยให้แบตเตอรี่เย็นตัวลง
• ใช้พัดลงระบายความร้อน
สำหรับโน้ตบุคเป็นการลงทุนที่ดีที่จะซื้อพัดลงระบายความร้อน เพื่อช่วยให้ระบายความร้อนโน้ตบุคได้ดีขึ้น
• ปิดการใช้งาน
เมื่อเครื่องร้อนมากๆและคุณรู้สึกกังวลเกี่ยวกับการทำงานก็ควรปิดเครื่อง เพื่อให้เครื่องได้พักผ่อน เครื่องมือบางรุ่นก็ปิดตัวเอง ดังนั้นการปิดเครื่องจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดเพื่อรอให้เครื่องได้เย็นตัวลง อีกประมาณ15นาทีค่อยเปิดใหม่

จะทำอย่างไรเมื่อ iPhone ชาร์จไม่ติด


ถ้าอยู่ๆ iPhone ของคุณก็เกิดอาการชาร์จไม่ติดขึ้นมาคงเป็นปัญหาที่ปวดใจน่าดู เพราะอาจถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ และต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนที่ศูนย์ Apple เพราะเราไม่สามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้เอง แต่ก่อนที่จะจ้องพึ่งศูนย์ลองทำวิธีเหล่านี้เผื่อว่าอาจมีการผิดปกติบางอย่างที่ไม่เกี่ยวกับแบตเตอรี่ก็ได้
• Restart iPhone
ในบางครั้งการรีสตาร์ท iPhone อาจทำให้มีความหวังในการกลับมาชาร์จแบตใหม่อีกครั้ง เพราะบางทีเครื่องอาจจะรวนไม่สามารถประมวลผลบางอย่างได้ ลองรีสตาร์ทแล้วเสียบปลั๊กชาร์จอีกครั้งอาจช่วยได้
• ทดลองเปลี่ยนสาย USB บางครั้ง
บ่อยครั้งที่ฮาร์ดแวร์ตัวเครื่องไม่ได้มีปัญหา ปัญหาอาจมาจากสายชาร์จ USB เพราะเสียง่ายเหลือเกินเป็นปัญหาของผู้ใช้หลายๆคน USB ที่ใช้เสียบต่อกับคอมพิวเตอร์หรืออะแดปเตอร์ชาร์จไฟอาจเสียก็ได้ ลองยืมสายชาร์จอื่นมาเสียบทดลองการใช้งานดู เพื่อซื้อสาย USB อันใหม่
• ตัวอะแดปเตอร์ชาร์จเสีย
เช่นเดียวกับปัญหา USB ลองมองหาอะแดปเตอร์ชาร์จอื่นเพื่อทดลองชาร์จ รวมทั้งปลั๊กไฟติดผนังตัวอื่นเพื่อทดลองการจ่ายกระแสไฟฟ้า จะได้แน่ใจว่าสาย USB และ อะแดปเตอร์มีปัญหาจริงๆ
• ตรวจสอบ USB Port ของเครื่องคอมพิวเตอร์
หลายคนอาจสะดวกกับการชาร์จโดยเสียบผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ ในบางครั้งอาจจะไม่มีการตอบสนองต่อการชาร์จอาจเกิดจาก USB Port ของเครื่องคอมพิวเตอร์เสีย ลองไปเสียบคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นว่ามีการเข้าถึงหรือไม่
• ไม่ชาร์จ iPhone รวมกับการเสียบใช้คีย์บอร์ด
หากคุณต้องการชาร์จ iPhone กับเครื่องคอมพิวเตอร์ ต้องแน่ใจว่าไม่ได้เสียบใช้คีย์บอร์ดด้วย เพราะ iPhone จำเป็นต้องใช้ไฟ และ USB Port ที่มีความเร็วในการชาร์จพอสมควร เมื่อเสียบร่วมกับการใช้คีย์บอร์ดด้วยจะส่งผลให้ไม่สามารถจ่ายการชาร์จไปสู่ iPhone ได้
• เปิดใช้ iPhone Recovery Mode
เป็นหนึ่งในการรีสตาร์ทเครื่อง แตกต่างที่จะเป็นการรีเซตเครื่องให้เข้าสู่โหมดพื้นฐาน โดยข้อมูลในเครื่องอาจถูกลบ เพื่อช่วยในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนภายในตัวเครื่อง
• ตรวจสอบว่ามีอะไรติดอยู่ในช่องเสียบชาร์จหรือไม่
อาจเป็นปัญหาเล็กๆที่ถูกมองข้าม บางทีอาจมีสิ่งสกปรกเช่นฝุ่นหรือใยสำลีบางๆจากกระเป๋าติดอยู่ในช่องเสียบชาร์จลองตรวจสอบดู เป่าๆ ปัดๆ เผื่ออาจทำให้การเชื่อมต่อระหว่าง USB ดีขึ้น

หากการตรวจสอบข้างต้นไม่สามารถกู้ชีพการชาร์จแบตเตอรี่เครื่องของคุณได้ นั่นคงเป็นสาเหตุของแบตเตอรี่มีปัญหา ต้องไปเปลี่ยนที่ศูนย์ Apple หรือหากอยู่ในช่วงประกันก็สามารถเปลี่ยนได้ฟรี

ยืดอายุแบตเตอรี่ iPhone ก่อนเครื่องจะดับ


การหาวิธีรับมือกับแบตเตอรี่ iPhone เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งก็มีเคล็ดลับและวิธีการมากมายในการประหยัดแบตเตอรี่ แต่ถ้าในช่วงเวลาขับขันที่แบตเตอรี่ใกล้จะหมด ยังหาที่ชาร์จไม่ได้ ก็ลองทำวิธีเหล่านี้ดู
Low Power Mode
โหมดพลังงานต่ำเป็นคุณลักษณะที่มีอยู่บน iPhone เพื่อให้การใช้งานแบตเตอรี่ยาวนานขึ้น ซึ่งทาง Apple ได้บอกว่าโหมดนี้สามารถยืดอายุแบตเตอรี่ต่อได้ประมาณ 3 ชั่วโมง ทั้งนี้ก็อยู่กับการใช้งานของเครื่องด้วย
วิธีเปิดโหมด iPhone Low Power
1. เข้าไปตั้งค่าที่ Settings
2. เลือกแถบ Battery
3. เปิดโหมด Low Power
นอกจากนี้ iOS ยังสามารถอาศัยตัวช่วยอื่นในการเปิดโหมด Low Power อีกด้วย อาทิ
• Siri –บอกกับ Siri ว่า เปิดโหมด Low Power
• Pop-up Window- ในช่วงเวลาที่แบตเตอรี่คุณลดลงเหลือแค่ 20% และ 10% จะมีหน้าต่างป๊อปอัพที่สามารถเปิดโหมด Low Power ได้ เพื่อเริ่มประหยัดพลังงาน
ทำไมไม่เปิดโหมด Low Power ไว้ตลอดเวลา?
โหมด Low Power แม้ฟังดูเหมือนเป็นตัวช่วยทำให้แบตเตอรี่ใช้งานได้นานขึ้น แต่ก็ไม่สามารถเปิดโหมดนี้ไว้ได้ตลอดเวลา เนื่องจากโหมดนี้ส่งผลต่อการทำงานของ iPhone จึงไม่ควรเปิดไว้ตลอด
• การประมวลผลลดลง ความเร็วของโปรเซสเซอร์ iPhone มีผลต่อการใช้งานแบตเตอรี่ เมื่อเปิดโหมด Low Power จะทำให้มีการควบคุมการทำงานโปรเซสเซอร์และกราฟฟิคลดลง เพื่อลดการใช้งานแบตเตอรี่ อาจทำให้เกมหรืองานที่อาศัยกราฟฟิคมีความช้าเกิดขึ้น
• การอัปเดทพื้นฐานถูกระงับ โดยปกติแอพลิเคชัน อีเมลล์ และการแจ้งเตือนต่างๆจะมีการอัปเดทอยู่ตลอด แต่เมื่อเปิดโหมด Low Power จะไม่มีการอัปเดทโดยอัตโนมัติ
• ภาพเคลื่อนไหวต่างๆทำงานช้าลง
• ความสว่างหน้าจอลดลง ยิ่งหน้าจอสว่าง ยิ่งเปลืองแบตเตอรี่ ดังนั้นเมื่อเปิดโหมด Low Power จึงทำให้ความสว่างลดลง
อย่างไรก็ตามการเปิดโหมด Low Power เป็นการช่วยให้แบตเตอรี่อยู่ได้นานขึ้น ก่อนที่เครื่องจะดับไป แต่ในระหว่างนั้นการใช้ iPhone ก็ต้องมีข้อจำกัดบางอย่าง เพื่อไม่ให้แบตเตอรี่หมด การเปิดใช้ในเวลาขับขันไม่มีที่ชาร์จเพื่อใช้ติดต่อสื่อสารอื่นๆจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ พอชาร์จแบตเตอรี่ได้ประมาณ 70-80% โหมด Low Power ก็จะปิดโดยอัตโนมัติ

การ calibrate แบตเตอรี่ Macbook


Macbook รุ่นต่างๆ ถูกออกแบบให้มีโปรเซสเซอร์แบตเตอรี่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน หนึ่งการทำงานที่สำคัญของโปรเซสเซอร์แบตเตอรี่คือ การประมาณอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่เหลือโดยวิเคราะห์จากสถานะปัจจุบันของการชาร์จแบตเตอรี่จากอัตราการใช้กำลังไฟ การ calibrate แบตเตอรี่ช่วยให้โปรเซสเซอร์แบตเตอรี่มีประสิทธิภาพในการวัดพลังงานแบตเตอรี่ได้แม่นยำยิ่งขึ้น
ควรทำการ Calibrate แบตเตอรี่ Macbook ได้เมื่อไหร่
เมื่อคุณซื้อ Macbook มา คุณควรทำการ calibrate แบตเตอรี่ในระหว่างวันแรกที่ใช้งาน แต่แน่นอนว่าเราจะจบมันลงด้วยการเล่นอย่างเพลิดเพลินจนลืมการ calibrate ไป ซึ่งมันก็ไม่ได้ส่งผลเสียอะไรกับแบตเตอรี่หากคุณลืมที่จะ calibrate แต่นั่นหมายถึงคุณไม่ได้รับข้อมูลที่ดีที่สุดจากการแสดงผลพลังงานของแบตเตอรี่ เพราะเมื่อได้ทำการ calibrate แบตเตอรี่จะทำให้ตัวบ่งชี้สถานะแบตเตอรี่แม่นยำมากขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาผ่านไปแบตเตอรี่จะมีการสะสมการชาร์จ มีประจุไฟฟ้าขณะชาร์จและหลังชาร์จ ทำให้ตัวแสดงผลแบตเตอรี่มีความไม่คงที่ โดยทาง Apple เองได้แนะนำว่าควรทำการ calibrate แบตเตอรี่ทุก 3 เดือน แต่เวลาที่เหมาะสมที่สุดน่าจะขึ้นอยู่กับการเปิดใช้งาน Macbook เช่นทุก 2 เดือนแล้วแต่ความถี่ของการใช้งานในแต่ละบุคคล หรือประมาณ 4 ครั้งต่อปี เป็นต้น
วิธีการ Calibrate แบตเตอรี่ Macbook
• ทำการชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็ม ซึ่งดูได้จากอะแดปเตอร์ของสายชาร์จว่าเปลี่ยนเป็นสีเขียวและบนหน้าจอแสดงผลว่าเต็มแล้ว
• เมื่อแบตเตอรี่ชาร์จเต็มแล้ว ปล่อยให้ Macbook ต่อกับอะแดปเตอร์ชาร์จต่อไปอีก 2 ชั่วโมง คุณสามารถใช้งานระหว่างนี้ได้แต่ต้องแน่ใจว่าเสียบอะแดปเตอร์ไฟเรียบร้อย
• หลังจากผ่านไป 2 ชั่วโมงให้ถอดปลั๊กอะแดปเตอร์ออก ให้ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ให้หมด
• ใช้งานต่อไปเรื่อยๆ หากมีงานก็เซฟงานขณะที่เครื่องแจ้งเตือนแบตเตอรี่ต่ำ และใช้ไปจนกว่าเครื่องจะเข้าสู่โหมดสลีป ปิดเครื่อง
• รออย่างน้อยประมาณ 5 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้นก็ได้ ต่อแปเตอร์ชาร์จไฟแบตเตอรี่ให้เต็ม แบตเตอรี่ของจะได้รับการปรับเทียบอย่างสมบูรณ์ และตัวประมวลผลแบตเตอรีภายในจะแสดงผลแบตเตอรี่ที่ถูกต้อง