Category: แบตเตอรี่เครื่องมือไอที


5 Powerbank ที่ดีที่สุดสำหรับสมาร์ทโฟน


ทุกวันนี้เป็นเรื่องปกติมากที่ทุกคนจะต้องพกพาวเวอร์แบงค์ติดตัวตลอดเวลา เพราะระหว่างวันหากไม่มีที่ชาร์จ ก็จะหยิบตัวช่วยนี้ขึ้นมา ใช้ง่าย พกพาสะดวก ไปไหนไปกันได้ตลอด แต่จะเลือกยี่ห้อไหนมาใช้ก็ต้องพิจารณาให้ดี
1. Anker PowerCore 20100
แบตเตอรี่แบบพกพาของ Anker เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการแนะนำอย่างกว้างขวาง มีขนาด และคุณสมบัติที่ตอบสนองความต้องการ สามารถชาร์จ iPhone 6s ได้ถึง 7 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีพอร์ต USB-C นอกจากนี้ Macworld พบว่า สามารถชาร์จ Macbook ขนาด 12 นิ้วให้เต็มด้วยพลังงานเพียงเล็กน้อย
2. ZeroLemon ToughJuice 30000mAh
อาจมีขนาดที่ไม่สะดวกต่อการพกพาสักเท่าไหร่ แต่ถ้าคุณต้องการความทนทานและกำลังไฟฟ้าอย่างเต็มที่ต้องเลือกเลย มีพลังงานมากพอที่จะสามารถชาร์จ iPhone 7 ได้ถึง 11 ครั้ง โดยมี USB Port 5 Port รวมถึง USB-C
3. Mophie Charge Force Powerstation
Mophie เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด แบตเตอรี่นี้มีลักษณะคล้ายกับรุ่นของ PowerStation ของ Mophie โดยมีราคาแตกต่างกันไปตามความจุ มีสายชาร์จไร้สายพกพาสะดวก แต่ถ้าหากอยากใช้สายเชื่อมต่อก็มีให้ โดยโทรศัพท์ Android จำนวนมากและคาดไว้ว่า iPhone รุ่นต่อใหม่ๆ จะมีการชาร์จแบบไร้สาย ดังนั้น Charge Force จะเป็นทางเลือกในอนาคตได้ดี
4. Goal Zero Venture 30
หากคุณต้องการชาร์จโทรศัพท์ในที่กลางแจ้งมากขึ้น Venture 30 ของ Goal Zero สามารถตอบโจทย์ได้ดีทีเดียว เพราะทนทานต่อความร้อน สามารถชาร์จได้ 2-3 ครั้ง นอกจากนี้หากต้องการชาร์จเพิ่ม สามารถนำไปตากแดดได้ เพราะมีการเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าได้
5. Jackery Bolt
ถ้ากำลังมองหาพาวเวอร์แบงค์ที่ไม่ใหญ่จนเกินไป และไม่แรงเกินไป Jackery Bolt มาในรูปทรงที่น่ารักพกพาสะดวก สำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยมีสาย USB ติดกับตัวเครื่องทำให้ไม่ต้องพกสายแยกต่างหาก และถ้าหากวันไหนคุณลืมที่จะพกสาย USB ออกมาด้วยก็ไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป
พาวเวอร์แบงค์เปรียบเหมือนปัจจัย 5 ที่ต้องเพิ่มเข้ามา นอกจากโทรศัพท์อุปกรณ์สื่อสารต่างๆแล้ว หากขาดพาวเวอร์แบงค์ไปก็เหมือนขาดใจ เพราะถ้าแบตหมดแล้วไม่รีบชาร์จก็ทำให้ใครหลายๆคนเป็นกังวลได้มาก

ยืดเวลาทำงานแบตเตอรี่ iPad


iPad มีการเปิดตัวใหม่ทุกๆปี ที่มาพร้อมด้วยความเร็วและกราฟฟิคที่พัฒนามาเป็นอย่างดี อีกทั้งแบตเตอรี่ที่ทำงานได้ยาวนานถึง 10 ชั่วโมง แต่สำหรับคนที่ใช้งาน iPad ทั้งวัน แบตเตอรี่ก็ลดลงอย่างรวดเร็วอย่างเลี่ยงไม่ได้ รวมทั้งการสตรีมหนัง ฟังเพลงก็เป็นเหตุให้แบตเตอรี่ลดลงอย่างไม่ต้องสงสัย ควรทำอย่างไรเพื่อประหยัดพลังงานกันนะ
• การปรับความสว่าง ถึงแม้ว่า iPad จะมีคุณสมบัติเฉพาะในการปรับแสงอัตโนมัติ แต่อาจจะไม่เพียงพอกับการทำงานของแบตเตอรี่ หากมีการตั้งค่าเองเพื่อลดความสว่างลงก็ช่วยให้แบตเตอรี่ไม่ต้องทำงานหนัก
• ปิด Bluetooth หากไม่มีการเชื่อมต่อใดเกี่ยวกับ Bluetooth สำหรับ iPad ก็ควรปิดเพื่อประหยัดพลังงานแบตเตอรี่
• ปิด Location การเปิด Location หรือ GPS เป็นการสิ้นเปลืองพลังงานโดยใช้เหตุ เพราะเครื่องจะทำงานตลอดเวลาในการค้นหาตำแหน่ง แบตเตอรี่จึงลดลงไปด้วย
• ปิดการแจ้งเตือนแบบแสดงข้อมูล แม้ว่าการแจ้งเตือนจะเป็นฟีเจอร์ที่ดี แต่การแสดงการแจ้งเตือนตลอดเวลาเป็นการทำงานของเครื่องที่ยิ่งทำให้ทำงานหนักขึ้นไปอีก
• การแจ้งเตือนอีเมลล์ หากคุณตั้งค่ามีการแจ้งเตือนอีเมลล์ทุก 15 นาที ควรเลื่อนออกไปประมาณ 1 ชั่วโมงจะช่วยให้แบตเตอรี่อยู่ได้นานขึ้น โดยปรับตั้งค่าที่ความถี่ในการดึงข้อมูลอีเมลล์
• ปิด 4G หากมี WiFi ให้เชื่อมต่อควรใช้ WiFi เพราะการใช้ 4G มีการใช้พลังงานมากกว่า
• ดูว่ามีแอพลิเคชันไหนกินแบตเตอรี่มากที่สุด สามารถตรวจสอบได้โดยที่เมนู settings และเลือก Battery
• อัพเดท iPad อยู่เสมอ การอัปเดตไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มอายุการใช้งานแบตเตอรี่ได้เท่านั้น แต่ยังทำให้มั่นใจได้ว่าจะได้รับการแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัยและแก้ไขข้อบกพร่อง ซึ่งจะช่วยให้การทำงานของ iPad ราบรื่นยิ่งขึ้น
• ลดการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นกราฟฟิคเอฟเฟคต่างๆ หรือการซูมเข้าออกก็ควรลดบ้าง เพื่อประสิทธิภาพของการทำงานของแบตเตอรี่

ควรถอดแบตเตอรี่โน้ตบุคออกตอนเสียบปลั๊กหรือไม่


หลายคงใช้โน้ตบุคเป็นประจำอยู่แล้ว บางคนก็ใช้โน้ตบุคด้วยการเสียบปลั๊กตลอดเวลา หรือบางคนชอบพกพาไปยังที่ต่างๆที่ไม่มีปลั๊กให้เสียบ ดังนั้นจึงเกิดคำถามว่าเราควรถอดแบตเตอรี่ออกเมื่อตอนเสียบปลั๊กไฟหรือไม่? ดูเหมือนการถอดแบตเตอรี่ออกอาจช่วยเพิ่มอายุการใช้งานโน้ตบุคมากขึ้น แต่ก็ดูแปลกไปหน่อยที่ต้องมานั่งถอดแบตเตอรี่ในทุกครั้งที่มีการเสียบปลั๊ก
ควรถอดแบตเตอรี่ออกจากโน้ตบุคเมื่อใด?
การพิจารณาว่าควรถอดแบตเตอรี่ออกเมื่อใดเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับความจำเป็นในการใช้งานและความสะดวกของคุณ
วิธีที่ช่วยในการพิจารณาว่าควรถอดแบตเตอรี่ออก อย่างแรกเลยคือ การที่คุณคิดแล้วว่า วันนี้คุณจะเสียบปลั๊กโน้ตบุคทำงานมากกว่า 6 ชั่วโมง และคืนนี้คุณไม่จำเป็นต้องใช้โน้คบุคจนกระทั่งวันรุ่งขึ้น นั่นก็เป็นโอกาสที่ดีที่คุณควรถอดแบตเตอรี่ออก อย่างไรก็ตามหากคุณคิดว่าคุณจำเป็นที่ต้องใช้โน้ตบุคอยู่ และใช้เพียง 1 -2 ชั่วโมง และต้องเปิดมันอีกครั้งแน่ๆ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องถอดแบตเตอรี่ออก เนื่องจากการถอดแบตเตอรี่ออกนั้นต้องทำการปิดเครื่องก่อนถึงจะนำแบตเตอรี่ออกได้ และต้องเปิดบูตเครื่องใหม่ซึ่งดูเหมือนจะเสียเวลาไปสักหน่อย นอกจากนี้หากคุณไม่จำเป็นต้องใช้โน้ตบุคไปอีกสักระยะหนึ่ง หรืออีกประมาณ 2 อาทิตย์ก็ควรนำแบตเตอรี่ออกจากเครื่อง รวมทั้งคำนึงถึงบรรยากาศในขณะทำงานด้วยว่าจะมีพายุฝนตกที่จะอาจส่งผลให้ไฟฟ้าขัดข้อง ก็ไม่ควรถอดแบตเตอรี่ออก เพราะเมื่อไฟดับการมีแบตเตอรี่ก็ปลอดภัยเพื่อที่จะได้ไม่สูญเสียข้อมูลขณะทำงาน

การถอดแบตเตอรี่มีประโยชน์อย่างไร
การที่เครื่องร้อนจากการชาร์จไฟพร้อมกับแบตเตอรี่อาจส่งผลให้เกิดความเสียหายกับฮาร์ดแวร์ภายใน เนื่องจากความร้อนจากการชาร์จแบตเตอรี่และการใช้เป็นเวลานาน เพราะบางคนอาจเคยสัมผัสความร้อนจากโน้ตบุคที่อาจไม่เป็นผลดีทั้งต่อเครื่องและตัวคุณเอง นอกจากนี้เมื่อมีการเล่นมัติมีเดียต่างๆก็เป็นการเพิ่มความร้อนให้กับเครื่องอีกด้วย ดังนั้นเพื่อลดปัญหาความร้อนของเครื่องได้ก็ควรถอดแบตเตอรี่ออก

ข้อแนะนำสำหรับการดูแลแบตเตอรี่โน้ตบุคคือ ควรชาร์จให้เต็มก่อนจึงควรถอดแบตเตอรี่ออก เก็บไว้ในที่แห้ง การถอดแบตเตอรี่โน้ตบุคออกบ้างเป็นการช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ และไม่ทำให้เครื่องร้อนเกินไป ถ้าหากวันไหนจำเป็นต้องใช้โน้ตบุคนอกบ้านก็ใส่แบตเตอรี่เพื่อใช้แบบพกพาได้

แบตเตอรี่ iPhone และ iPod อยู่ได้นานแค่ไหน


คงจะไม่ดีนักหากแบตเตอรี่ iPhone และ iPod ไม่ทำงาน และทุกๆวันมีการใช้งานอยู่ตลอดเวลาทั้งชาร์จทั้งใช้ คุณเคยสงสัยมั้ยว่าแบตเตอรี่จะอยู่กับเครื่องของคุณได้นานแค่ไหน และกังวลว่าสักวันหนึ่งจะต้องเสียค่าเปลี่ยนแบตอย่างแน่นอน ทาง Apple เองก็ไม่สามารถบอกได้ว่าแบตเตอรี่จะหมดอายุเมื่อไหร่เพราะมันขึ้นอยู่กับการใช้งานของเรา
Battery Charge Cycles
ในทางเทคนิคไม่สามารถวัดอายุขัยของแบตเตอรี่ได้จากการวัดเป็นรายปีได้ อายุขัยของแบตเตอรี่ถูกกำหนดโดยสิ่งที่เรียกว่า charge cycle โดยไม่ต้องคำนึงถึงเวลา ซึ่ง charge cycle คือการใช้กำลังไฟจากแบตเตอรี่ครบ 100% เช่น หลังจากชาร์จแบตเตอรี่จนครบ 100% และวันแรกใช้ไป 50% ชาร์จใหม่จนเต็ม วันที่สองใช้ไปอีก 50% นั่นก็คือการใช้ครบ 100% หรือ 1 charge cycle
โดยเครื่องมือสื่อสารของเราจะชาร์จได้ถึง 80% ต้องใช้จำนวน charge cycle มากซึ่งก็ไม่สามารถบอกได้ว่าสามารถชาร์จได้กี่รอบ เพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆมากมากเกี่ยวกับการใช้งานในแต่ละวันด้วย ถึงแม้ว่าทางเว็บไซต์ของ Apple จะบอกถึง charge cycle ของ iPod ถึง 400 รอบซึ่งก็ยากที่จะแน่ใจได้ว่าเป็นแบบนั้นจริงๆ แต่ก็ถือว่าเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์
เคล็ดลับการเพิ่มอายุขัยแบตเตอรี่
• อัพเดทระบบปฏิบัติการเวอร์ชันล่าสุดของอุปกรณ์ทุกครั้ง ระบบปฏิบัติการใหม่มีคุณสมบัติการจัดการพลังงานแบตเตอรี่ที่ดีขึ้น
• หลีกเลี่ยงอุณหภูมิที่รุนแรง พยายามหลีกเลี่ยงการปล่อยให้อุปกรณ์ร้อนเกินกว่า 35 ?C หรือเย็นกว่า 0 ?C เนื่องจากอาจทำให้แบตเตอรี่เสียหายได้
• หากมีความร้อนเกินไประหว่างการชาร์จแบตเตอรี่ควรหยุดชาร์จทันที
• ไม่ควรรอให้แบตเตอรี่หมดจึงชาร์จ หากเหลือ 40-50% ก็ควรชาร์จได้

ยืดเวลาแบตเตอรี่ต่อการฟังเพลงของ iPhone


iPhone เป็นเหมือนเครื่องมือที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารต่างๆ รวมถึงการให้ความบันเทิงอื่น แน่นอนว่าการดูหนัง ฟังเพลง การดู Youtube ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนมักทำ แต่ในไม่ช้าแบตเตอรี่ก็หมดอย่างรวดเร็ว ต้องคอยชาร์จอยู่ตลอด ทั้งนี้อาจเป็นเพราะแอพลิเคชันพื้นฐานบางตัวมีการทำงานอยู่ตลอดเวลา ลองทำสิ่งเหล่านี้ที่สามารถทำให้ iPhone เพิ่มประสิทธิภาพแบตเตอรี่ในการเล่นเพลงและวิดีโอได้นานขึ้น
• ฟังเพลงจากที่ดาวน์โหลดมาในเครื่อง (Offline Mode)
หากสามารถทำได้ก็ควรทำ เพราะการสตรีมเพลงจะมีการใช้พลังงานแบตเตอรี่มากกว่าการเล่นเพลงจากเครื่องที่มีการดาวน์โหลดไว้แล้ว ถ้าหากแอพลิเคชันเพลงนั้นมีโหมดออฟไลน์ก็ควรลองทำดู อีกทั้งการเล่นเพลงโดยไม่มีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตทำให้สูญเสียพลังงานน้อยกว่า
• ตรวจสอบว่าแอพพลิเคชั่นไหนที่ใช้แบตเตอรี่มาก
ให้ลองดูที่เมนูตั้งค่า เพื่อดูเปอร์เซนของแอพลิเคชันไหนที่ใช้พลังงานมากที่สุด แอพลิเคชันที่มีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตอาจทำให้แบตเตอรี่หมดลงอย่างรวดเร็วถึงแม้จะไม่ได้ฟังเพลง
• ใช้หูฟังแทนการใช้ลำโพงเครื่อง
แบตเตอรี่จะลดลงเร็วเมื่อมีการใช้ลำโพงจากตัวเครื่อง iPhone เมื่อเทียบกับการใช้หูฟัง
• เปิดความสว่างหน้าจอลดลง
ตัวการสำคัญในการลดลงของแบตเตอรี่คือการใช้พลังงานจากหน้าจอ เมื่อลดความสว่างหน้าจอลงจะช่วยยืดเวลาการใช้พลังงานของแบตเตอรี่ลง
• ปิดการใช้งาน Bluetooth
หากไม่จำเป็นต้องใช้ Bluetooth ควรปิดการใช้งานเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพแบตเตอรี่ได้มากขึ้น
• ปิด WiFi เมื่อฟังเพลงจากเครื่อง
หากคุณดาวน์โหลดเพลงลงในหน่วยความจำเครื่องแล้ว ไม่จำเป็นต้องเปิด WiFi หากไม่จำเป็นต้องใช้อินเตอร์เน็ตจึงควรปิดไว้ชั่วคราว
• ปิดการใช้งาน AirDrop
AirDrop เป็นฟีเจอร์ที่ช่วยในการแชร์ไฟล์ต่างๆ รวมถึงไฟล์เพลง ที่ใช้แบตเตอรี่มากในการทำงานของมัน
• ดาวน์โหลดวิดีโอมาดูดีกว่าดูผ่านออนไลน์
หากคุณสามารถดาวน์โหลดหนังมาดูได้ก็ควรทำดีกว่าการดูผ่านออนไลน์ที่สิ้นเปลืองแบตเตอรี่ลงอย่างรวดเร็ว
• ปิดการใช้ Music Equalizer
คุณลักษณะนี้ช่วยให้เพลงที่เล่นสนุกน่าฟังมากขึ้น แต่ต้องแลกกับการทำงานหนักของ CPU ที่กินแบตเตอรี่มาก
• Disable iCloud
Apple สร้าง iCloud มาเพื่อช่วยในการทำงานที่ดีขึ้น หากปิดการใช้งานบริการอัตโนมัติเหล่านี้ จะช่วยประหยัดพลังงานได้ดียิ่งขึ้น