ไอคอนแสดงแบตเตอรี่บน iPhone


Lock screen ของ iPhone แสดงข้อมูลได้ทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็นวันเวลา การแจ้งเตือน แผงควบคุมการฟังเพลง แต่ในบางครั้งคุณจะเห็นแถบแสดงไอคอนแบตเตอรี่ที่มีสีแตกต่างกัน รวมทั้งเครื่องวัดอุณหภูมิ ไอคอนแต่ละอันมีประโยชน์อย่างไรในการให้ข้อมูล หากคุณเข้าใจก็จะทำให้รู้ว่าต้องทำอย่างไรกับการแสดงไอคอนเหล่านั้น
ไอคอนแบตเตอรี่สีแดง : ถึงเวลาที่ควรชาร์จแบต
ไอคอนสีแดงแสลงใจ แน่นอนว่าเป็นการเตือนว่าแบตเตอรี่ใกล้จะหมด จำเป็นต้องชาร์จด่วนๆ ไอคอนแบตเตอรี่สีแดงเป็นการแจ้งเตือนให้คุณเสียบ iPhone ต่อกับคอมพิวเตอร์หรือสายชาร์จเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ ถ้าโชคดีหาที่ชาร์จได้ทันทีก็แล้วไป แต่ถ้าหากยังไม่สามารถชาร์จได้ในทันทีก็ควรเปิดโหมด Low Power เพื่อยืดเวลาการใช้งานเครื่อง หรือการมีพาวเวอร์แบงค์ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่คนสมัยนี้นิยมใช้กัน
ไอคอนแบตเตอรี่สีส้ม : เปิดโหมด Low Power
เราจะไม่เห็นไอคอนนี้ปรากฏที่ Lock screen จะเห็นได้จากมุมบนของหน้าจอหลัก เมื่อไอคอนแบตเตอรี่กลายเป็นสีส้มแสดงว่า iPhone เข้าสูโหมด Low Power เป็นคุณลักษณะหนึ่งที่จะช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไปได้อีกประมาณ 3 ชั่วโมง โดยสามารถปรับแต่งการตั้งค่าได้ตามต้องการ
ไอคอนแบตเตอรี่สีเขียว : การชาร์จไฟ
การเห็นไอคอนแบตเตอรี่สีเขียวบน Lock screen เป็นช่วงเวลาของการชาร์จแบตเตอรี่ นั่นก็แสดงว่าอยู่ในระยะปลอดภัย สามารถเล่นได้ตามปกติ และตรวจสอบคุณลักษณะต่างของเครื่องได้อย่างสบายใจ
ไอคอน Thermometer สีแดง : iPhone ร้อนเกินไป
ไอคอน Thermometer สีแดงปรากฏที่ Lock screen ดูเป็นเรื่องน่ากลัวเล็กน้อย iPhone จะไม่สามารถทำงานได้เลย หากมีไอคอนนี้ปรากฏ เป็นการเตือนว่า เครื่องร้อนเกินไป จำเป็นต้องรอให้เย็นลงจึงจะสามารถใช้งานได้ นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องที่ควรกังวลเกี่ยวกับฮาร์ดแวร์ภายในที่อาจเกิดความเสียหายได้ สาเหตุของการปรากฏไอคอนนี้ เช่น ทิ้งโทรศัพท์ไว้ในรถที่จอดกลางแจ้ง หรือความผิดปกติของแบตเตอรี่ โดย iPhone จะปิดการใช้งานคุณสมบัติที่อาจทำให้เกิดปัญหา อาทิ การหยุดชาร์จอัตโนมัติ ปิดหน้าจอให้มืดลง ปิดการเชื่อมต่อเครือข่าย และปิดแฟลชกล้อง เป็นต้น ดังนั้นเมื่อเห็นไอคอนนี้ควรปิดเครื่องและรอให้เครื่องเย็นลงจึงเปิดใหม่ แต่หากไม่ดีขึ้นควรนำไปเข้าศูนย์ Apple เพื่อตรวจสอบอาการ

3 Power Bank ที่ดีที่สุดสำหรับโน้ตบุคปี 2017


Power Bank ไม่ได้มีเพียงแค่สำหรับสมาร์ทโฟนเท่านั้น สำหรับโน้คบุคก็มีเช่นกัน แต่อาจไม่ได้รับความนิยมมากนักเพราะหลายคนกังวลเกี่ยวกับกำลังไฟที่อาจไม่พอสำหรับโน้ตบุค แต่คงปฏิเสธเครื่องมือเหล่านี้ไม่ได้เพราะเป็นแหล่งพลังงานสำรองที่สามารถใช้ในยาฉุกเฉิน และไม่เพียงแค่ชาร์จโน้ตบุคได้เท่านั้นกับอุปกรณ์อื่นๆก็สามารถใช้ได้เช่นกัน
1. Anker Second Generation Astro Pro2 20,000 mAh Power Bank
หลังจาก Anker ได้เคยออกพาวเวอร์แบงค์รุ่นที่ 1 ไปแล้ว ตอนนี้จึงมีรุ่นที่ 2 ออกมาที่มีประสิทธิภาพดีกว่าเดิม โดยตัวพาวเวอร์แบงค์ผลิตจากอลูมิเนียมสีเงินและ USB Port 3 พอร์ตความยาว 4.92 นิ้วความกว้าง 7.28 นิ้วและความสูง 0.61 นิ้ว แรงดันไฟฟ้า 19 โวลต์
2. Coosh 20,000 mAh Power Bank for Laptops
อยู่ในลิสต์ออนไลน์ที่ได้รับความนิยม ด้วยดีไซน์โลหะสีดำแวววาว ความจุ 20,000 mAh มีไฟ LED แสดงการชาร์จ แต่ข้อเสียเปรียบเพียงอย่างเดียวคือไม่มีการแสดงพลังงานที่เหลืออยู่ในเครื่องชาร์จบนจอแสดงผล แต่โดยรวมแล้วเหมาะสำหรับโน้ตบุคและแล็ปท็อปต่างๆ ใช้งานได้ดี
3. The XTPower 10000 MAh External Power Bank
แบรนด์ XTPower เป็นแบตเตอรี่ที่มีขนาด 10000 mAh เมื่อเปรียบกับยี่ห้ออื่นแล้วถือว่าคุ้มค่า ซึ่งสามารถชาร์จโน้ตบุ๊คหรือแล็ปท็อปได้มากกว่าหนึ่งครั้ง มีพอร์ต USB Port 2 พอร์ต เพื่อให้อุปกรณ์ต่างๆสามารถใช้งานได้พร้อมกัน โดยมีคุณลักษณะที่สามารถปรับเลือกการส่งพลังงานได้ตามกำหนด คือช่วงของการส่งกำลังตามความเหมาะสมที่สนับสนุนมีให้เลือกทั้ง 9V และ 12V ตลอดจน 16V และ 19V 20V และอัตราสูงสุดทั้งหมด 80V นอกจากนี้ยังมีจอแสดงผลที่ยอดเยี่ยมซึ่งช่วยให้สามารถเห็นพลังงานที่เหลือในพาวเวอร์แบงค์ได้ง่ายขึ้น
สิ่งที่แตกต่างสำหรับพาวเวอร์แบงค์ของโน้ตบุคกับสมาร์ทโฟนคือ การจ่ายแรงดันไฟฟ้ากระแสตรง เนื่องจากฟังก์ชันนี้มีความเกี่ยวข้องกับการใช้งาน และต้องได้รับการตรวจสอบอย่างรอบคอบด้วยอะแดปเตอร์ของสายชาร์จโน้ตบุคอีกด้วยเพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพ

วิธีการดูแลสมาร์ทโฟนและโน้ตบุคไม่ให้ร้อนเกินไป


ความร้อนเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เครื่องมือสื่อสารเกิดความเสียหาย เมื่อแบตเตอรี่มีอายุการใช้งานมากขึ้น ทำให้มีความร้อนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่ออุณหภูมิสูงเกินไปทำให้ฮาร์ดแวร์เกิดความเสียหาย และระบบทำงานแย่ลง สมาร์ทโฟนและโน้ตบุคของคุณเกิดปัญหานี้หรือไม่? และจะจัดการได้อย่างไร
• ดูว่าสมาร์ทโฟนหรือโน้ตบุคอยู่ในอุณหภูมิไหน
แม้ว่าจะเป็นเรื่องปกติที่เครื่องมือสื่อสารของเราจะมีความร้อน เนื่องจากการทำงานของแบตเตอรี่ แต่อย่างไรก็ตามความร้อนนี้ก็มีข้อจำกัด โน้ตบุคโดยทั่วไปจะทำงานได้ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 50C? หากความร้อนเกินนี้จะส่งผลให้ฮาร์ดแวร์ทำงานผิดปกติหรือเครื่องดับไปได้เลย สำหรับสมาร์ทโฟนบางรุ่นมีเซนเซอร์วัดอุณหภูมิในตัว เมื่อแบตเตอรี่ร้อนเกินไปก็จะตัดการทำงานได้ทันที รวมทั้ง iPhone สามารถทำงานได้ดีที่อุณหภูมิ 16-22?C และ Macbook สามารถทำงานได้ไม่เกิน 10-35?C
• เก็บสมาร์ทโฟนหรือโน้ตบุคให้พ้นจากความร้อนและแสงแดด
คงเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับโทรศัพท์ระเบิดในรถมาบ้าง เพราะการทิ้งมือถือไว้ในรถที่ปิดสนิทและกลางแดดแจ้ง ยิ่งอากาศประเทศไทยยิ่งมีความเสี่ยง จึงควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าเก็บเครื่องมือเหล่านั้นพ้นจากความร้อนแล้ว
• รอให้เครื่องเย็นลงก่อนจึงใช้งาน
เป็นทางออกที่ต้องใช้ความอดทนสักหน่อย เพราะการดันทุรังเล่นมือถือหรือโน้ตบุคทั้งที่เครื่องร้อนก็ยิ่งเพิ่มปัญหาให้กับเครื่อง แถมเครื่องก็ทำงานช้าลงอีกด้วย ดังนั้นควรรอให้เครื่องเย็นลงก่อน รวมทั้งถอดเคสเพื่อช่วยระบายความร้อนด้วยก็ได้
• ปิดแอพลิเคชันที่ใช้แบตเตอรี่มาก
นอกจากปิดแอพลิเคชันที่ใช้พลังงานมากแล้ว ควรปิดการเชื่อมต่อ 3G 4G รวมทั้งการลดความสว่างหน้าจอเพื่อช่วยให้แบตเตอรี่ไม่ทำงานหนัก หรือเข้าสู่โหมดเครื่องบินและโหมดประหยัดพลังงานเพื่อช่วยให้แบตเตอรี่เย็นตัวลง
• ใช้พัดลงระบายความร้อน
สำหรับโน้ตบุคเป็นการลงทุนที่ดีที่จะซื้อพัดลงระบายความร้อน เพื่อช่วยให้ระบายความร้อนโน้ตบุคได้ดีขึ้น
• ปิดการใช้งาน
เมื่อเครื่องร้อนมากๆและคุณรู้สึกกังวลเกี่ยวกับการทำงานก็ควรปิดเครื่อง เพื่อให้เครื่องได้พักผ่อน เครื่องมือบางรุ่นก็ปิดตัวเอง ดังนั้นการปิดเครื่องจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดเพื่อรอให้เครื่องได้เย็นตัวลง อีกประมาณ15นาทีค่อยเปิดใหม่

จะทำอย่างไรเมื่อ iPhone ชาร์จไม่ติด


ถ้าอยู่ๆ iPhone ของคุณก็เกิดอาการชาร์จไม่ติดขึ้นมาคงเป็นปัญหาที่ปวดใจน่าดู เพราะอาจถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ และต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนที่ศูนย์ Apple เพราะเราไม่สามารถเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้เอง แต่ก่อนที่จะจ้องพึ่งศูนย์ลองทำวิธีเหล่านี้เผื่อว่าอาจมีการผิดปกติบางอย่างที่ไม่เกี่ยวกับแบตเตอรี่ก็ได้
• Restart iPhone
ในบางครั้งการรีสตาร์ท iPhone อาจทำให้มีความหวังในการกลับมาชาร์จแบตใหม่อีกครั้ง เพราะบางทีเครื่องอาจจะรวนไม่สามารถประมวลผลบางอย่างได้ ลองรีสตาร์ทแล้วเสียบปลั๊กชาร์จอีกครั้งอาจช่วยได้
• ทดลองเปลี่ยนสาย USB บางครั้ง
บ่อยครั้งที่ฮาร์ดแวร์ตัวเครื่องไม่ได้มีปัญหา ปัญหาอาจมาจากสายชาร์จ USB เพราะเสียง่ายเหลือเกินเป็นปัญหาของผู้ใช้หลายๆคน USB ที่ใช้เสียบต่อกับคอมพิวเตอร์หรืออะแดปเตอร์ชาร์จไฟอาจเสียก็ได้ ลองยืมสายชาร์จอื่นมาเสียบทดลองการใช้งานดู เพื่อซื้อสาย USB อันใหม่
• ตัวอะแดปเตอร์ชาร์จเสีย
เช่นเดียวกับปัญหา USB ลองมองหาอะแดปเตอร์ชาร์จอื่นเพื่อทดลองชาร์จ รวมทั้งปลั๊กไฟติดผนังตัวอื่นเพื่อทดลองการจ่ายกระแสไฟฟ้า จะได้แน่ใจว่าสาย USB และ อะแดปเตอร์มีปัญหาจริงๆ
• ตรวจสอบ USB Port ของเครื่องคอมพิวเตอร์
หลายคนอาจสะดวกกับการชาร์จโดยเสียบผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ ในบางครั้งอาจจะไม่มีการตอบสนองต่อการชาร์จอาจเกิดจาก USB Port ของเครื่องคอมพิวเตอร์เสีย ลองไปเสียบคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นว่ามีการเข้าถึงหรือไม่
• ไม่ชาร์จ iPhone รวมกับการเสียบใช้คีย์บอร์ด
หากคุณต้องการชาร์จ iPhone กับเครื่องคอมพิวเตอร์ ต้องแน่ใจว่าไม่ได้เสียบใช้คีย์บอร์ดด้วย เพราะ iPhone จำเป็นต้องใช้ไฟ และ USB Port ที่มีความเร็วในการชาร์จพอสมควร เมื่อเสียบร่วมกับการใช้คีย์บอร์ดด้วยจะส่งผลให้ไม่สามารถจ่ายการชาร์จไปสู่ iPhone ได้
• เปิดใช้ iPhone Recovery Mode
เป็นหนึ่งในการรีสตาร์ทเครื่อง แตกต่างที่จะเป็นการรีเซตเครื่องให้เข้าสู่โหมดพื้นฐาน โดยข้อมูลในเครื่องอาจถูกลบ เพื่อช่วยในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนภายในตัวเครื่อง
• ตรวจสอบว่ามีอะไรติดอยู่ในช่องเสียบชาร์จหรือไม่
อาจเป็นปัญหาเล็กๆที่ถูกมองข้าม บางทีอาจมีสิ่งสกปรกเช่นฝุ่นหรือใยสำลีบางๆจากกระเป๋าติดอยู่ในช่องเสียบชาร์จลองตรวจสอบดู เป่าๆ ปัดๆ เผื่ออาจทำให้การเชื่อมต่อระหว่าง USB ดีขึ้น

หากการตรวจสอบข้างต้นไม่สามารถกู้ชีพการชาร์จแบตเตอรี่เครื่องของคุณได้ นั่นคงเป็นสาเหตุของแบตเตอรี่มีปัญหา ต้องไปเปลี่ยนที่ศูนย์ Apple หรือหากอยู่ในช่วงประกันก็สามารถเปลี่ยนได้ฟรี

ยืดอายุแบตเตอรี่ iPhone ก่อนเครื่องจะดับ


การหาวิธีรับมือกับแบตเตอรี่ iPhone เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งก็มีเคล็ดลับและวิธีการมากมายในการประหยัดแบตเตอรี่ แต่ถ้าในช่วงเวลาขับขันที่แบตเตอรี่ใกล้จะหมด ยังหาที่ชาร์จไม่ได้ ก็ลองทำวิธีเหล่านี้ดู
Low Power Mode
โหมดพลังงานต่ำเป็นคุณลักษณะที่มีอยู่บน iPhone เพื่อให้การใช้งานแบตเตอรี่ยาวนานขึ้น ซึ่งทาง Apple ได้บอกว่าโหมดนี้สามารถยืดอายุแบตเตอรี่ต่อได้ประมาณ 3 ชั่วโมง ทั้งนี้ก็อยู่กับการใช้งานของเครื่องด้วย
วิธีเปิดโหมด iPhone Low Power
1. เข้าไปตั้งค่าที่ Settings
2. เลือกแถบ Battery
3. เปิดโหมด Low Power
นอกจากนี้ iOS ยังสามารถอาศัยตัวช่วยอื่นในการเปิดโหมด Low Power อีกด้วย อาทิ
• Siri –บอกกับ Siri ว่า เปิดโหมด Low Power
• Pop-up Window- ในช่วงเวลาที่แบตเตอรี่คุณลดลงเหลือแค่ 20% และ 10% จะมีหน้าต่างป๊อปอัพที่สามารถเปิดโหมด Low Power ได้ เพื่อเริ่มประหยัดพลังงาน
ทำไมไม่เปิดโหมด Low Power ไว้ตลอดเวลา?
โหมด Low Power แม้ฟังดูเหมือนเป็นตัวช่วยทำให้แบตเตอรี่ใช้งานได้นานขึ้น แต่ก็ไม่สามารถเปิดโหมดนี้ไว้ได้ตลอดเวลา เนื่องจากโหมดนี้ส่งผลต่อการทำงานของ iPhone จึงไม่ควรเปิดไว้ตลอด
• การประมวลผลลดลง ความเร็วของโปรเซสเซอร์ iPhone มีผลต่อการใช้งานแบตเตอรี่ เมื่อเปิดโหมด Low Power จะทำให้มีการควบคุมการทำงานโปรเซสเซอร์และกราฟฟิคลดลง เพื่อลดการใช้งานแบตเตอรี่ อาจทำให้เกมหรืองานที่อาศัยกราฟฟิคมีความช้าเกิดขึ้น
• การอัปเดทพื้นฐานถูกระงับ โดยปกติแอพลิเคชัน อีเมลล์ และการแจ้งเตือนต่างๆจะมีการอัปเดทอยู่ตลอด แต่เมื่อเปิดโหมด Low Power จะไม่มีการอัปเดทโดยอัตโนมัติ
• ภาพเคลื่อนไหวต่างๆทำงานช้าลง
• ความสว่างหน้าจอลดลง ยิ่งหน้าจอสว่าง ยิ่งเปลืองแบตเตอรี่ ดังนั้นเมื่อเปิดโหมด Low Power จึงทำให้ความสว่างลดลง
อย่างไรก็ตามการเปิดโหมด Low Power เป็นการช่วยให้แบตเตอรี่อยู่ได้นานขึ้น ก่อนที่เครื่องจะดับไป แต่ในระหว่างนั้นการใช้ iPhone ก็ต้องมีข้อจำกัดบางอย่าง เพื่อไม่ให้แบตเตอรี่หมด การเปิดใช้ในเวลาขับขันไม่มีที่ชาร์จเพื่อใช้ติดต่อสื่อสารอื่นๆจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ พอชาร์จแบตเตอรี่ได้ประมาณ 70-80% โหมด Low Power ก็จะปิดโดยอัตโนมัติ

การ calibrate แบตเตอรี่ Macbook


Macbook รุ่นต่างๆ ถูกออกแบบให้มีโปรเซสเซอร์แบตเตอรี่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน หนึ่งการทำงานที่สำคัญของโปรเซสเซอร์แบตเตอรี่คือ การประมาณอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่เหลือโดยวิเคราะห์จากสถานะปัจจุบันของการชาร์จแบตเตอรี่จากอัตราการใช้กำลังไฟ การ calibrate แบตเตอรี่ช่วยให้โปรเซสเซอร์แบตเตอรี่มีประสิทธิภาพในการวัดพลังงานแบตเตอรี่ได้แม่นยำยิ่งขึ้น
ควรทำการ Calibrate แบตเตอรี่ Macbook ได้เมื่อไหร่
เมื่อคุณซื้อ Macbook มา คุณควรทำการ calibrate แบตเตอรี่ในระหว่างวันแรกที่ใช้งาน แต่แน่นอนว่าเราจะจบมันลงด้วยการเล่นอย่างเพลิดเพลินจนลืมการ calibrate ไป ซึ่งมันก็ไม่ได้ส่งผลเสียอะไรกับแบตเตอรี่หากคุณลืมที่จะ calibrate แต่นั่นหมายถึงคุณไม่ได้รับข้อมูลที่ดีที่สุดจากการแสดงผลพลังงานของแบตเตอรี่ เพราะเมื่อได้ทำการ calibrate แบตเตอรี่จะทำให้ตัวบ่งชี้สถานะแบตเตอรี่แม่นยำมากขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาผ่านไปแบตเตอรี่จะมีการสะสมการชาร์จ มีประจุไฟฟ้าขณะชาร์จและหลังชาร์จ ทำให้ตัวแสดงผลแบตเตอรี่มีความไม่คงที่ โดยทาง Apple เองได้แนะนำว่าควรทำการ calibrate แบตเตอรี่ทุก 3 เดือน แต่เวลาที่เหมาะสมที่สุดน่าจะขึ้นอยู่กับการเปิดใช้งาน Macbook เช่นทุก 2 เดือนแล้วแต่ความถี่ของการใช้งานในแต่ละบุคคล หรือประมาณ 4 ครั้งต่อปี เป็นต้น
วิธีการ Calibrate แบตเตอรี่ Macbook
• ทำการชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็ม ซึ่งดูได้จากอะแดปเตอร์ของสายชาร์จว่าเปลี่ยนเป็นสีเขียวและบนหน้าจอแสดงผลว่าเต็มแล้ว
• เมื่อแบตเตอรี่ชาร์จเต็มแล้ว ปล่อยให้ Macbook ต่อกับอะแดปเตอร์ชาร์จต่อไปอีก 2 ชั่วโมง คุณสามารถใช้งานระหว่างนี้ได้แต่ต้องแน่ใจว่าเสียบอะแดปเตอร์ไฟเรียบร้อย
• หลังจากผ่านไป 2 ชั่วโมงให้ถอดปลั๊กอะแดปเตอร์ออก ให้ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ให้หมด
• ใช้งานต่อไปเรื่อยๆ หากมีงานก็เซฟงานขณะที่เครื่องแจ้งเตือนแบตเตอรี่ต่ำ และใช้ไปจนกว่าเครื่องจะเข้าสู่โหมดสลีป ปิดเครื่อง
• รออย่างน้อยประมาณ 5 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้นก็ได้ ต่อแปเตอร์ชาร์จไฟแบตเตอรี่ให้เต็ม แบตเตอรี่ของจะได้รับการปรับเทียบอย่างสมบูรณ์ และตัวประมวลผลแบตเตอรีภายในจะแสดงผลแบตเตอรี่ที่ถูกต้อง

5 Powerbank ที่ดีที่สุดสำหรับสมาร์ทโฟน


ทุกวันนี้เป็นเรื่องปกติมากที่ทุกคนจะต้องพกพาวเวอร์แบงค์ติดตัวตลอดเวลา เพราะระหว่างวันหากไม่มีที่ชาร์จ ก็จะหยิบตัวช่วยนี้ขึ้นมา ใช้ง่าย พกพาสะดวก ไปไหนไปกันได้ตลอด แต่จะเลือกยี่ห้อไหนมาใช้ก็ต้องพิจารณาให้ดี
1. Anker PowerCore 20100
แบตเตอรี่แบบพกพาของ Anker เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการแนะนำอย่างกว้างขวาง มีขนาด และคุณสมบัติที่ตอบสนองความต้องการ สามารถชาร์จ iPhone 6s ได้ถึง 7 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีพอร์ต USB-C นอกจากนี้ Macworld พบว่า สามารถชาร์จ Macbook ขนาด 12 นิ้วให้เต็มด้วยพลังงานเพียงเล็กน้อย
2. ZeroLemon ToughJuice 30000mAh
อาจมีขนาดที่ไม่สะดวกต่อการพกพาสักเท่าไหร่ แต่ถ้าคุณต้องการความทนทานและกำลังไฟฟ้าอย่างเต็มที่ต้องเลือกเลย มีพลังงานมากพอที่จะสามารถชาร์จ iPhone 7 ได้ถึง 11 ครั้ง โดยมี USB Port 5 Port รวมถึง USB-C
3. Mophie Charge Force Powerstation
Mophie เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด แบตเตอรี่นี้มีลักษณะคล้ายกับรุ่นของ PowerStation ของ Mophie โดยมีราคาแตกต่างกันไปตามความจุ มีสายชาร์จไร้สายพกพาสะดวก แต่ถ้าหากอยากใช้สายเชื่อมต่อก็มีให้ โดยโทรศัพท์ Android จำนวนมากและคาดไว้ว่า iPhone รุ่นต่อใหม่ๆ จะมีการชาร์จแบบไร้สาย ดังนั้น Charge Force จะเป็นทางเลือกในอนาคตได้ดี
4. Goal Zero Venture 30
หากคุณต้องการชาร์จโทรศัพท์ในที่กลางแจ้งมากขึ้น Venture 30 ของ Goal Zero สามารถตอบโจทย์ได้ดีทีเดียว เพราะทนทานต่อความร้อน สามารถชาร์จได้ 2-3 ครั้ง นอกจากนี้หากต้องการชาร์จเพิ่ม สามารถนำไปตากแดดได้ เพราะมีการเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าได้
5. Jackery Bolt
ถ้ากำลังมองหาพาวเวอร์แบงค์ที่ไม่ใหญ่จนเกินไป และไม่แรงเกินไป Jackery Bolt มาในรูปทรงที่น่ารักพกพาสะดวก สำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน โดยมีสาย USB ติดกับตัวเครื่องทำให้ไม่ต้องพกสายแยกต่างหาก และถ้าหากวันไหนคุณลืมที่จะพกสาย USB ออกมาด้วยก็ไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป
พาวเวอร์แบงค์เปรียบเหมือนปัจจัย 5 ที่ต้องเพิ่มเข้ามา นอกจากโทรศัพท์อุปกรณ์สื่อสารต่างๆแล้ว หากขาดพาวเวอร์แบงค์ไปก็เหมือนขาดใจ เพราะถ้าแบตหมดแล้วไม่รีบชาร์จก็ทำให้ใครหลายๆคนเป็นกังวลได้มาก

ยืดเวลาทำงานแบตเตอรี่ iPad


iPad มีการเปิดตัวใหม่ทุกๆปี ที่มาพร้อมด้วยความเร็วและกราฟฟิคที่พัฒนามาเป็นอย่างดี อีกทั้งแบตเตอรี่ที่ทำงานได้ยาวนานถึง 10 ชั่วโมง แต่สำหรับคนที่ใช้งาน iPad ทั้งวัน แบตเตอรี่ก็ลดลงอย่างรวดเร็วอย่างเลี่ยงไม่ได้ รวมทั้งการสตรีมหนัง ฟังเพลงก็เป็นเหตุให้แบตเตอรี่ลดลงอย่างไม่ต้องสงสัย ควรทำอย่างไรเพื่อประหยัดพลังงานกันนะ
• การปรับความสว่าง ถึงแม้ว่า iPad จะมีคุณสมบัติเฉพาะในการปรับแสงอัตโนมัติ แต่อาจจะไม่เพียงพอกับการทำงานของแบตเตอรี่ หากมีการตั้งค่าเองเพื่อลดความสว่างลงก็ช่วยให้แบตเตอรี่ไม่ต้องทำงานหนัก
• ปิด Bluetooth หากไม่มีการเชื่อมต่อใดเกี่ยวกับ Bluetooth สำหรับ iPad ก็ควรปิดเพื่อประหยัดพลังงานแบตเตอรี่
• ปิด Location การเปิด Location หรือ GPS เป็นการสิ้นเปลืองพลังงานโดยใช้เหตุ เพราะเครื่องจะทำงานตลอดเวลาในการค้นหาตำแหน่ง แบตเตอรี่จึงลดลงไปด้วย
• ปิดการแจ้งเตือนแบบแสดงข้อมูล แม้ว่าการแจ้งเตือนจะเป็นฟีเจอร์ที่ดี แต่การแสดงการแจ้งเตือนตลอดเวลาเป็นการทำงานของเครื่องที่ยิ่งทำให้ทำงานหนักขึ้นไปอีก
• การแจ้งเตือนอีเมลล์ หากคุณตั้งค่ามีการแจ้งเตือนอีเมลล์ทุก 15 นาที ควรเลื่อนออกไปประมาณ 1 ชั่วโมงจะช่วยให้แบตเตอรี่อยู่ได้นานขึ้น โดยปรับตั้งค่าที่ความถี่ในการดึงข้อมูลอีเมลล์
• ปิด 4G หากมี WiFi ให้เชื่อมต่อควรใช้ WiFi เพราะการใช้ 4G มีการใช้พลังงานมากกว่า
• ดูว่ามีแอพลิเคชันไหนกินแบตเตอรี่มากที่สุด สามารถตรวจสอบได้โดยที่เมนู settings และเลือก Battery
• อัพเดท iPad อยู่เสมอ การอัปเดตไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มอายุการใช้งานแบตเตอรี่ได้เท่านั้น แต่ยังทำให้มั่นใจได้ว่าจะได้รับการแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัยและแก้ไขข้อบกพร่อง ซึ่งจะช่วยให้การทำงานของ iPad ราบรื่นยิ่งขึ้น
• ลดการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นกราฟฟิคเอฟเฟคต่างๆ หรือการซูมเข้าออกก็ควรลดบ้าง เพื่อประสิทธิภาพของการทำงานของแบตเตอรี่

ควรถอดแบตเตอรี่โน้ตบุคออกตอนเสียบปลั๊กหรือไม่


หลายคงใช้โน้ตบุคเป็นประจำอยู่แล้ว บางคนก็ใช้โน้ตบุคด้วยการเสียบปลั๊กตลอดเวลา หรือบางคนชอบพกพาไปยังที่ต่างๆที่ไม่มีปลั๊กให้เสียบ ดังนั้นจึงเกิดคำถามว่าเราควรถอดแบตเตอรี่ออกเมื่อตอนเสียบปลั๊กไฟหรือไม่? ดูเหมือนการถอดแบตเตอรี่ออกอาจช่วยเพิ่มอายุการใช้งานโน้ตบุคมากขึ้น แต่ก็ดูแปลกไปหน่อยที่ต้องมานั่งถอดแบตเตอรี่ในทุกครั้งที่มีการเสียบปลั๊ก
ควรถอดแบตเตอรี่ออกจากโน้ตบุคเมื่อใด?
การพิจารณาว่าควรถอดแบตเตอรี่ออกเมื่อใดเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับความจำเป็นในการใช้งานและความสะดวกของคุณ
วิธีที่ช่วยในการพิจารณาว่าควรถอดแบตเตอรี่ออก อย่างแรกเลยคือ การที่คุณคิดแล้วว่า วันนี้คุณจะเสียบปลั๊กโน้ตบุคทำงานมากกว่า 6 ชั่วโมง และคืนนี้คุณไม่จำเป็นต้องใช้โน้คบุคจนกระทั่งวันรุ่งขึ้น นั่นก็เป็นโอกาสที่ดีที่คุณควรถอดแบตเตอรี่ออก อย่างไรก็ตามหากคุณคิดว่าคุณจำเป็นที่ต้องใช้โน้ตบุคอยู่ และใช้เพียง 1 -2 ชั่วโมง และต้องเปิดมันอีกครั้งแน่ๆ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องถอดแบตเตอรี่ออก เนื่องจากการถอดแบตเตอรี่ออกนั้นต้องทำการปิดเครื่องก่อนถึงจะนำแบตเตอรี่ออกได้ และต้องเปิดบูตเครื่องใหม่ซึ่งดูเหมือนจะเสียเวลาไปสักหน่อย นอกจากนี้หากคุณไม่จำเป็นต้องใช้โน้ตบุคไปอีกสักระยะหนึ่ง หรืออีกประมาณ 2 อาทิตย์ก็ควรนำแบตเตอรี่ออกจากเครื่อง รวมทั้งคำนึงถึงบรรยากาศในขณะทำงานด้วยว่าจะมีพายุฝนตกที่จะอาจส่งผลให้ไฟฟ้าขัดข้อง ก็ไม่ควรถอดแบตเตอรี่ออก เพราะเมื่อไฟดับการมีแบตเตอรี่ก็ปลอดภัยเพื่อที่จะได้ไม่สูญเสียข้อมูลขณะทำงาน

การถอดแบตเตอรี่มีประโยชน์อย่างไร
การที่เครื่องร้อนจากการชาร์จไฟพร้อมกับแบตเตอรี่อาจส่งผลให้เกิดความเสียหายกับฮาร์ดแวร์ภายใน เนื่องจากความร้อนจากการชาร์จแบตเตอรี่และการใช้เป็นเวลานาน เพราะบางคนอาจเคยสัมผัสความร้อนจากโน้ตบุคที่อาจไม่เป็นผลดีทั้งต่อเครื่องและตัวคุณเอง นอกจากนี้เมื่อมีการเล่นมัติมีเดียต่างๆก็เป็นการเพิ่มความร้อนให้กับเครื่องอีกด้วย ดังนั้นเพื่อลดปัญหาความร้อนของเครื่องได้ก็ควรถอดแบตเตอรี่ออก

ข้อแนะนำสำหรับการดูแลแบตเตอรี่โน้ตบุคคือ ควรชาร์จให้เต็มก่อนจึงควรถอดแบตเตอรี่ออก เก็บไว้ในที่แห้ง การถอดแบตเตอรี่โน้ตบุคออกบ้างเป็นการช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ และไม่ทำให้เครื่องร้อนเกินไป ถ้าหากวันไหนจำเป็นต้องใช้โน้ตบุคนอกบ้านก็ใส่แบตเตอรี่เพื่อใช้แบบพกพาได้

แบตเตอรี่ iPhone และ iPod อยู่ได้นานแค่ไหน


คงจะไม่ดีนักหากแบตเตอรี่ iPhone และ iPod ไม่ทำงาน และทุกๆวันมีการใช้งานอยู่ตลอดเวลาทั้งชาร์จทั้งใช้ คุณเคยสงสัยมั้ยว่าแบตเตอรี่จะอยู่กับเครื่องของคุณได้นานแค่ไหน และกังวลว่าสักวันหนึ่งจะต้องเสียค่าเปลี่ยนแบตอย่างแน่นอน ทาง Apple เองก็ไม่สามารถบอกได้ว่าแบตเตอรี่จะหมดอายุเมื่อไหร่เพราะมันขึ้นอยู่กับการใช้งานของเรา
Battery Charge Cycles
ในทางเทคนิคไม่สามารถวัดอายุขัยของแบตเตอรี่ได้จากการวัดเป็นรายปีได้ อายุขัยของแบตเตอรี่ถูกกำหนดโดยสิ่งที่เรียกว่า charge cycle โดยไม่ต้องคำนึงถึงเวลา ซึ่ง charge cycle คือการใช้กำลังไฟจากแบตเตอรี่ครบ 100% เช่น หลังจากชาร์จแบตเตอรี่จนครบ 100% และวันแรกใช้ไป 50% ชาร์จใหม่จนเต็ม วันที่สองใช้ไปอีก 50% นั่นก็คือการใช้ครบ 100% หรือ 1 charge cycle
โดยเครื่องมือสื่อสารของเราจะชาร์จได้ถึง 80% ต้องใช้จำนวน charge cycle มากซึ่งก็ไม่สามารถบอกได้ว่าสามารถชาร์จได้กี่รอบ เพราะขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆมากมากเกี่ยวกับการใช้งานในแต่ละวันด้วย ถึงแม้ว่าทางเว็บไซต์ของ Apple จะบอกถึง charge cycle ของ iPod ถึง 400 รอบซึ่งก็ยากที่จะแน่ใจได้ว่าเป็นแบบนั้นจริงๆ แต่ก็ถือว่าเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์
เคล็ดลับการเพิ่มอายุขัยแบตเตอรี่
• อัพเดทระบบปฏิบัติการเวอร์ชันล่าสุดของอุปกรณ์ทุกครั้ง ระบบปฏิบัติการใหม่มีคุณสมบัติการจัดการพลังงานแบตเตอรี่ที่ดีขึ้น
• หลีกเลี่ยงอุณหภูมิที่รุนแรง พยายามหลีกเลี่ยงการปล่อยให้อุปกรณ์ร้อนเกินกว่า 35 ?C หรือเย็นกว่า 0 ?C เนื่องจากอาจทำให้แบตเตอรี่เสียหายได้
• หากมีความร้อนเกินไประหว่างการชาร์จแบตเตอรี่ควรหยุดชาร์จทันที
• ไม่ควรรอให้แบตเตอรี่หมดจึงชาร์จ หากเหลือ 40-50% ก็ควรชาร์จได้